คลังสมอง
ภาษีนิติบุคคล
ไม่จ่าย…เป็นค่าใช้จ่าย
ไม่จ่าย…เป็นค่าใช้จ่าย
แว่ว...ยินเสียงนาฬิกาบอกโมงยาม น้ำตาพาลจะรินไหล...เป็นเสียงงึมงำในลำคอพอได้ยิน...ลอดผ่านโทรศัพท์ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเจตนา หรืออุบัติเหตุ เพราะหลังเสียงเพลง...ที่เริ่มเบาลง เป็น เสียงที่แทรกผ่านเข้ามาจับใจความได้ว่า
เปิดประเด็น : ปีที่ผ่านมาบริษัทกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินค่าคอมมิชชั่น จากการขายสินค้าให้กับผู้ขาย (ที่ไม่ใช่พนักงาน) ซึ่งผ่านมาถึงตอนนี้สินค้าที่ขายก็ยังเก็บเงินไม่ได้ แต่ตัวแทน หรือนายหน้ามายืนค้ำขอข่มขู่ เอ๊ย ขอร้องให้ทำการจ่ายเงินค่านายหน้า...เสียที แม้จะไม่อยากจ่าย แต่ทั้งเหล็กแหลมที่เรียกกันว่ามีด และปังคุง กระบอกดำ...ที่วางอยู่บนโต๊ะมันดูเหมือนจะบอกเป็นนัยว่า...อย่าคิดบิดพลิ้ว
ตัดสินใจตายดาบหน้า...เอ๊ย จ่ายค่านายหน้า แต่ปัญหาคือ รู้มาว่าการจ่ายค่าบริการ ผู้จ่ายจะต้องทำการหัก ณ ที่จ่าย แต่ไอ้ที่รู้มามันไม่ได้บอกต่อว่าต้องหักอย่างไร? หักเหมือนกรณีพนักงานหรือไม่ และต้องยื่นแบบหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบใด ขอคำตอบแบบละเอียด ห้ามตอบว่าเหมือนหักภาษี ณ ที่จ่ายกรณีพนักงาน เพราะจนบัดนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ต้องหักอย่างไร
ตอบไปว่า : ค่านายหน้า หรือค่าคอมมิชชั่น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) โดยจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราก้าวหน้า เหมือนจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน อ๊ะ...อย่าเพิ่งทำหน้ายู่ หน้ายับ รอฟังคำอธิบายก่อน เพราะจะบอกต่อไปว่า แนวทางการคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่าย สรุปโดยย่อดังนี้
- การจ่ายเงินได้ครั้งที่ 1 ให้นำเงินได้ที่จ่ายครั้งที่ 1 คำนวณหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีเงินได้
- การจ่ายเงินได้ครั้งที่ 2 นำเงินได้ที่จ่ายครั้งที่ 1 และ 2 รวมกัน คำนวณหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีเงินได้...จากนั้นให้นำภาษีเงินได้ที่ถูกหักไว้ครั้งที่ 1 มาหักออก (หากมี) จะได้ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายเงินครั้งที่ 2
- การจ่ายเงินได้ครั้งที่ 3 เป็นต้นไป ดำเนินการเหมือนข้างต้น
หากพิจารณาจะเห็นได้ว่า การหักภาษี ณ ที่จ่ายกรณีค่านายหน้าให้กับบุคคลธรรมดา จะไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3 % เหมือนที่เข้าใจกัน ซึ่งยืนยันให้เห็นได้ชัดเจนอีกครั้งด้วย
“มาตรา 50 ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
(1) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี
เมื่อมีการอ้างอิงว่า ค่านายหน้าเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) ก็ต้องไปค้นหาต่อว่าจริงหรือไม่ด้วย
มาตรา 40 เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างชำระหนี้ใดๆ ซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้างแรงงานใด
(2) เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส เงินค่าเช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงินได้จ่ายชำระหนี้ใดๆ ซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ บรรดาที่ได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้นั้นไม่ว่าหน้าที่ หรือตำแหน่งงาน หรืองานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว
สรุปว่า...หักภาษี ณ ที่จ่าย ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่านายหน้า โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการหลายรายจะทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% เนื่องจากไม่เข้าใจ หรือหักไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยจะได้ไม่ต้องเป็นข้อโต้แย้ง หรือต้องไปชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ท่านสามารถนำไปพิจารณาตัดสินใจได้ หากท่านตัดสินใจที่จะทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า เวลาที่ทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะต้องออกหนังสือรับรองฯ ทุกครั้งที่จ่าย พร้อมยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายเงิน
ถามต่อว่า : บริษัท ปิดรอบบัญชีปี 2550 สิ้นสุด 30 พ.ย. 2550 จะต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับนายหน้า หรือตัวแทน แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ จะต้องดำเนินการอย่างไร เพื่อให้
1.1 เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท ในปี 2550
1.2 เป็นรายได้ของผู้ขายในปี 2550
ตอบต่อว่า : กรรมจริง ๆ ไม่ถามมาตอนปี 2552 ไปซะเลยล่ะจะได้สะใจกันไปทั้งเมือง เรื่องของปี 2550 ไม่เตรียมการกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ดันปล่อยให้ผ่านปีแล้วค่อยมาถามเอาปีนี้ หากแก้ไขได้ก็แล้วไป แต่หากแก้ไม่ได้จักเป็นเยี่ยงใด ไม่อยากคิด เพราะเพียงแค่เปิดประเด็นทั้งคุณเบี้ยปรับ และเงินเพิ่ม เต้นฟุตเวิร์ครอบเวทีแล้ว
เหนื่อย และหนักใจแทนจริง เพาะเรื่องภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล มันมีความเหมือนกันคือ เมื่อมีรายได้ต้องเสียภาษี แต่ความต่างคือ รายได้ของบุคคล...ยึดหลักว่า ได้รับเงินเมื่อไหร่เป็นรายได้เมื่อนั้น ภาษาราชการเขาเรียกว่า เกณฑ์เงินสด แต่กรณีของนิติบุคคล การรรับรู้รายได้ และรายจ่าย ยึดหลักว่า เมื่อได้ให้ประโยชน์ หรือได้รับประโยชน์ ถือว่ารายได้ และรายจ่ายเกิดขึ้นแล้ว เขาเรียกว่า เกณฑ์สิทธิ
อ่านแล้วไม่ต้องงง เพราะจะบอกว่า กรณีค่านายหน้า หากนายหน้า หรือตัวแทนขายสินค้าให้ในปี 2550 ซึ่งมีข้อตกลงกันเรียบร้อยเกี่ยวกับค่านายหน้า แปลว่า แม้จะยังไม่ได้จ่าย แต่ก็นำมาบันทึกเป็น ค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ ได้ เพราะถือว่าได้รับประโยชน์จากนายหน้าแล้ว แต่ในฟากของนายหน้า เมื่อปี 2550 ยังไม่ได้รับเงิน แปลว่ายังไม่มีเงินได้...
หากสรุปตามเนื้อหาแปลว่า ได้อย่าง...เสียอย่าง คือ บริษัทนำค่านายหน้าที่ยังไม่ได้จ่ายชำระมาบันทึกเป็น ค่าใช้จ่ายได้ แต่นายหน้า ยังไม่มีเงินได้ในปี 2550 แต่ประการใด
กลั้นใจถามอีกว่า : ไม่รู้ล่ะว่า จะเกณฑ์ทหาร หรือเกณฑ์อะไร แต่อยากให้ นิติบุคคลบันทึกเป็น ค่าใช้จ่ายในปีนี้ และนายหน้าก็ต้องมีรายได้ในปีนี้ เพราะหากไม่เป็นรายได้ในปีนี้ และถือเป็นรายได้ในปีหน้ามีหวัง...ภาษีจุกอกตาย ขอให้ตอบให้ตรงกับที่ถามเท่านั้น
กลั้นใจตอบว่า : เห็นเป็นกระโถนท้องพระโรงไปได้ ทำอะไรกันมาไม่รู้ แต่ปิดจบจะให้ทั้ง ยายชี และตาษี เป็นแพะ...แบ๊ะ ๆ อยู่เรื่อยไป เอาเป็นว่า กรรมใครกรรมมัน เพราะบอกให้ได้แต่ทำไปแล้วจะโดนหรือไม่ ...ไม่รับรอง เพราะคุณสรรพ์...ก็อ่านคอลัมน์นี้เหมือนกัน
สรุปเป็นว่าหากต้องการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท และให้เป็นเงินได้ของผู้รับเงิน (นายหน้า) ในปี 2550 จะต้องดำเนินการดังนี้
- บริษัทบันทึก ค่านายหน้า เป็นค่าใช้จ่ายในปี 2550 ตามปกติ
- ให้บริษัททำการจ่ายชำระค่านายหน้า โดยออกหลักฐานการรับเงิน ในปี 2550
- ทำหักภาษี ณ ที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ระบุวันที่จ่ายในปี 2550 เช่นกัน
งานนี้แก้ไข แต่ต้องเสียค่าความไม่รู้ เป็นเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม จากการยื่นนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายล่าช้า หากคิดว่าคุ้มกับสิ่งที่อยากได้ก็ลองทำดู
ระหว่างรอให้เจ้าของเสียงไปคิดทบทวนดูว่าควรทำหรือไม่ควรทำ นายภาษีได้แต่เปิดเพลง...รอสายให้ฟังไปพลาง ๆ ก่อนวางหู เพื่อเป็นการตัดการสนทนาในวันนั้นว่า...ก้มหน้ารับกรรมที่ทำก่อนนั้น...
หลี่
นายภาษี...มือสอง


